ค้นหาภายในเว็บไซต์
วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
หน้าแรก
ราคาพืชผล
เตือนภัย
ดินและน้ำ
ผลิตภัณฑ์
ท่องเที่ยว
ภูมิปัญญา
องค์ความรู้
กฎหมาย
เกษตรคุ้มทุน
เว็บบอร์ด
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
ราคาพืชผล น้ำท่วม/น้ำหลาก ภาวะโลกร้อน ผลผลิตทางการเกษตร โฮมสเตย์ มาตรฐานไทย ฝนแล้ง ภูมิปัญญา สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ เกษตรกรคนเก่ง ปราชญ์ชาวบ้าน เทคนิคการลดต้นทุน โครงการวิจัย วิจัยประยุกต์ BAAC RESEARCH NEWS นิตยสารวิชาการณ์ปริทัศน์ กฎหมายชาวบ้าน
หมวดหมู่
 
โมฆียะ..คืออะไร?
คำที่คนทั่วไปมักใช้สับสนคือ โมฆะกับ โมฆียะ ในขณะที่ โมฆะ เป็นความบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ของสัญญาอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่าถึงขั้นประหารชีวิต
            โมฆียะ จะเป็นความบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ของสัญญาที่ไม่รุนแรงเท่า เรียกว่าอยู่ระหว่างการรอพิพากษา
            ในระหว่างนี้กฎหมายถือว่าสัญญาสมบูรณ์มีผลใช้บังคับไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะถูกประหาร ( โดยการบอกล้าง ) หรือทำให้สมบูรณ์พันเปอร์เซ็นต์ ( ด้วยการให้ -สัตยาบัน)
            การบอกล้าง คือการทำให้สัญญาที่เป็น โมฆียะ กลายเป็น โมฆะ
และเมื่อสัญญาเป็น โมฆะแล้ว เท่ากับสัญญานั้นย้อนกลับไปไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น!
            การให้ สัตยาบัน คือการที่คู่สัญญารับทราบและยอมรับเหตุที่ทำให้สัญญานั้นไม่สมบูรณ์หรือมีข้อบกพร่องในทางกฎหมาย แต่ให้สัตยาบันเพื่อทำให้สัญญานั้นสมบูรณ์ไม่เป็น โมฆียะ อีกต่อไป
            เมื่อให้ สัตยาบันไปแล้ว จะเปลี่ยนใจกลับมา บอกล้าง ใหม่ไม่ได้
        สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้สัญญาเป็น โมฆียะ
ข้อแรก สัญญาหรือนิติกรรมที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำไปโดยไม่ถูกต้องในเรื่องของความสามารถ ( ความสามารถในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเก่ง ความชำนาญ แต่หมายถึง ความสามารถที่เข้าทำนิติกรรมสัญญาได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด)
            ตัวอย่างของผู้ที่ไม่มีความสามารถ ในการทำนิติกรรมสัญญาตามกฎหมาย คือ ผู้เยาว์ ( ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ) ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ( บุคคลวิกลจริต ) ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ( บุคคลที่สติไม่สมประกอบแต่ไม่ถึงขั้นไม่สามารถดูแลตัวเองได้ )
            ดังนั้น ถ้าผู้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริตที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไปทำนิติกรรมสัญญาใดๆ ก็ตาม กฎหมายต้องการจะคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ จึงกำหนดไว้ว่าสัญญาเหล่านี้เป็น โมฆียะ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ปกครองในกรณีที่เป็นผู้เยาว์ หรือผู้อนุบาลในกรณีผู้วิกลจริตซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือผู้พิทักษ์ในกรณีผู้เสมือนไร้ความสามารถ สามารถดูแลรักษาผลประโยชน์ของบุคคลเหล่านี้ได้
            ข้อสอง คือการเข้าทำนิติกรรมหรือสัญญาด้วยความสำคัญผิดหรือเข้าใจผิดในคุณสมบัติที่เป็นเรื่องสำคัญของบุคคลหรือทรัพย์สิน เช่น ทำสัญญาว่าจ้างนายเอให้มาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนโดยเข้าใจว่า นายเอจบครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์มา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า นายเอเรียนจบ ปวส.ทางช่างมา ซึ่งไม่มีคุณสมบัติทางวิชาการโดยตรงของการเป็นครู ในกรณีนี้เมื่อโรงเรียนทราบความจริง ก็อาจจะพิจารณาตัดสินใจที่จะตกลงให้สัตยาบันว่าจ้างนายเอต่อไปเพราะปฏิบัติหน้าที่ได้ดีมาก จนประเด็นเรื่องคุณวุฒิปริญญาตรีไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรืออาจจะตัดสินใจบอกล้างนี้โดยทำให้สัญญาจ้างนี้เป็นโมฆะเลยก็ได้หรือในกรณีทรัพย์สิน เช่น นาย ก ทำสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งถูกจำกัดสิทธิปลูกสร้างอาคารเพราะสายไฟฟ้าแรงสูงผ่าน ตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511โดยผู้ขายมิได้แจ้งให้ผู้ซื้อทราบทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในคุณสมบัติของที่ดินซึ่งเป็นสาระสำคัญ เพราะผู้ซื้อ ๆ เพื่อปลูกสร้างโรงงาน เช่นนี้ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญจึงเป็นโมฆียะ
            ข้อสาม  คือการเข้าทำนิติกรรมหรือสัญญา เพราะโดนหลอกหรือโดน กลฉ้อฉล โดยอาจโดนคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหลอกหรือโดนบุคคลภายนอกหลอกก็ได้ เมื่อทราบความจริงแล้วก็เลือกที่จะให้สัตยาบัน หรือบอกล้างสัญญาได้เช่นกัน
            ข้อสี่ คือการเข้าทำนิติกรรมหรือสัญญา เพราะถูกข่มขู่ เช่นการเอาปืนมาวางบนโต๊ะแล้วเอาปืนมาข่มขู่ให้ทำสัญญาโอนขายที่ดินให้แม้จะมีการจ่ายเงินจ่ายทองอย่างถูกต้อง แต่ถ้าท่านต้องจำยอมลงนามในสัญญานั้นเพราะปืน ท่านสามารถบอกล้างสัญญาได้ในภายหลัง
            แต่สิ่งที่ต้องระวังในเรื่องของการข่มขู่ก็คือ ถ้าสิ่งที่ผู้อื่นนำมาข่มขู่เป็นเรื่องที่มีสิทธิตามกฎหมาย เช่นถ้าท่านไม่ไปโอนขายที่ดินให้ผู้อื่นผู้อื่นจะฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ท่านไปสร้างรั้วรุกล้ำที่ดินของเขาในลักษณะนี้ ถ้าผู้อื่นมีสิทธิฟ้องท่านตามกฎหมายอยู่จริง การที่ท่านยอมขายให้เขาไปจะอ้างว่าถูกข่มขู่เพื่อทำให้สัญญาเป็นโมฆียะนั้นไม่สามารถทำได้ หรือ ในกรณีที่ผู้อื่นขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญาฐานลักทรัพย์หากท่านไม่ทำสัญญารับสภาพหนี้ให้ หากปรากฏว่าผู้ข่มขู่มีมูลที่จะฟ้องคดีอาญาแก่ท่านฐานลักทรัพย์ ก็ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ ท่านไม่สามารถจะอ้างได้ว่าสัญญารับสภาพหนี้ที่ท่านได้ทำไปเป็นโมฆียะสามารถบอกล้างได้ หรือกรณีที่ท่านทำสัญญาขายฝากที่ดินซึ่งยังไม่ครบกำหนดในการที่จะไถ่ที่ดินที่ขายฝากคืนแต่ผู้ผู้รับซื้อฝากให้ท่านทำหนังสือรับรองว่าที่ดินที่ท่านขายฝากนั้นหลุดเป็นสิทธิของผู้รับซื้อฝากแล้วเพราะท่านไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝากนั้นภายในกำหนดซึ่งเท่ากับท่านได้สละสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝาก โดยเกิดจากการที่ผู้รับซื้อฝากได้ข่มขู่ท่านว่าหากไม่ทำหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้รับซื้อฝาก ผู้รับซื้อฝากจะให้ตำรวจจับท่านในฐานออกเช็คไม่มีเงิน ซึ่งเช็คนั้นได้มาอยู่ในมือผู้รับซื้อฝาก การกระทำดังกล่าวของผู้รับซื้อฝากเป็นการข่มขู่ท่านให้ทำนิติกรรมสละสิทธิไถ่ที่ดิน เพราะการเอาเรื่องเช็คมาขู่บีบบังคับให้ท่านแสดงเจตนาทำนิติกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกันกับเช็คนั้น ไม่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆียะ ท่านสามารถบอกล้างนิติกรรมสละสิทธิไถ่ที่ดินดังกล่าวได้
 
 
            ข้อมูลจาก หนังสือ รู้ไว้...ไม่เสียค่าโง่ ของ มานิดา ซินเมอร์แมน
ราคาพืชผล - เตือนภัย - ดินและน้ำ - ผลิตภัณฑ์ - ท่องเที่ยว - ภูมิปัญญา - งานวิจัย - กฎหมาย - เกษตรคุ้มทุน - เว็บบอร์ด - เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง