ค้นหาภายในเว็บไซต์
วันพุธที่ 3 พ.ศ. 2557
หน้าแรก
ราคาพืชผล
เตือนภัย
ดินและน้ำ
ผลิตภัณฑ์
ท่องเที่ยว
ภูมิปัญญา
องค์ความรู้
กฎหมาย
เกษตรคุ้มทุน
เว็บบอร์ด
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
ราคาพืชผล น้ำท่วม/น้ำหลาก ภาวะโลกร้อน ผลผลิตทางการเกษตร โฮมสเตย์ มาตรฐานไทย ฝนแล้ง ภูมิปัญญา สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ เกษตรกรคนเก่ง ปราชญ์ชาวบ้าน เทคนิคการลดต้นทุน โครงการวิจัย วิจัยประยุกต์ BAAC RESEARCH NEWS นิตยสารวิชาการณ์ปริทัศน์ กฎหมายชาวบ้าน
หมวดหมู่
 
กฎหมายประกันสังคม
กฎหมายประกันสังคม
กฎหมายประกันสังคมเป็นกฎหมายที่กำหนดการให้หลักประกันแก่บุคคลในสังคมที่มีปัญหาหรือความเดือดร้อนทางด้านการเงินเนื่องจากการประสบเคราะห์ภัยหรือมีเหตุการณ์อันทำให้เกิดปัญหาในการดำรงชีพซึ่งต้องการได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเฉลี่ยความเสี่ยงเฉลี่ยทุกข์สุขร่วมกันระหว่างประโยชน์ในสังคมโดยการรวบรวมเงินเข้าเป็นกองทุนและจ่ายช่วยเหลือนั้นก็คือผู้ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนที่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอันก่อให้เกิดสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง
ขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายประกันสังคม
ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. ๒๕๓๓ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้กำหนดให้
สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่๒๐คนขึ้นไปและนายจ้างของสถานประกอบกิจการนั้นต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าวแต่เมื่อพ้นกำหนด๓ปีนับแต่วันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับคือนับแต่วันที่๒กันยายน๒๕๓๓กฎหมายฉบับนี้ก็จะใช้บังคับขยายไปยังกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่๑๐คนขึ้นไปด้วย(มาตรา๑๐๓) และแม้ต่อมาภายหลังกิจการของนายจ้างมีจำนวนลูกจ้างลดลงเหลือไม่ถึงจำนวนที่กฎหมายกำหนดกิจการดังกล่าวก็ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ต่อไปจนกว่าจะเลิกกิจการลูกจ้างที่ทำงานในกิจการดังกล่าวซึ่งอยู่ฐานะเป็นผู้ประกันตนมาตั้งแต่แรกก็ยังคงเป็นผู้ประกันตนต่อไปจนกว่าจะพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างและลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ก็ต้องเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายนี้ด้วยแม้ว่าจำนวนลูกจ้างรวมทั้งเก่าและใหม่แล้วจะไม่ถึง๒๐คนก็ตาม (มาตรา๔๓)
บุคคลหรือกิจการที่กฎหมายประกันสังคมไม่ใช้บังคับมีดังนี้
๑) ข้าราชการและลูกจ้างประจำของหน่วยราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น (มาตรา๔ (๑))
๒) ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ (มาตรา๔ (๒))
๓) ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปประจำทำงานในต่างประเทศ (มาตรา๔(๓))
๔) ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชน (มาตรา๔ (๔))
๕) นักเรียนนักเรียนพยาบาลนิสิตหรือนักศึกษาหรือแพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน
หรือมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาล (มาตรา๔ (๕))
๖) ลูกจ้างงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (มาตรา๕)
๗) กิจการหรือลูกจ้างอื่นตามพระราชกฤษฎีกา (มาตรา๔ (๖)) ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่๑ตุลาคม๒๕๓๔อันได้แก่ลูกจ้างของสภากาชาดไทยลูกจ้างและพนักงานรัฐวิสาหกิจลูกจ้างของกิจการเพาะปลูกประมงป่าไม้และเลี้ยงสัตว์ซึ่งมิใช่ลูกจ้างตลอดปีและไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วยและลูกจ้างในงานลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจรหรือเป็นไปตามฤดูกาล
ผู้ประกันตน
ลูกจ้างซึ่งมีฐานะเป็นผู้ประกันตนก็คือบุคคลที่สมัครเข้าทำงานในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่๒๐คนขึ้นไปโดยกฎหมายประกันสังคมบังคับให้ลูกจ้างดังกล่าวต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้หักเงินค่าจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้างและนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นเงินสมทบส่วนของลูกจ้างส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระและบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกจ้างอาจสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนได้โดยแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมแต่ในปัจจุบันจะยังสมัครไม่ได้ต้องรอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งจะมีภายใน๔ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. ๒๕๓๓ใช้บังคับนั่นคือภายในวันที่๒กันยายน๒๕๓๗ลูกจ้างจะไม่เป็นผู้ประกันตนอีกต่อไปถ้าลูกจ้างตายหรือสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างแรงงานระงับเมื่อสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนแล้วบุคคลที่เคยเป็นลูกจ้างนั้นก็หลุดพ้นจากภาระการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมและไม่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนซึ่งเป็นความช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคมได้อีกต่อไปเว้นแต่จะเป็นการประกันสังคมประเภทประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานหรือคลอดบุตรซึ่งบุคคลนั้นได้ส่งเงินสมทบมาครบเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดสิทธิรับประโยชน์ทดแทนแล้วเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างก็ยังคงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในการรับบริการทางการแพทย์ต่อไปอีก๖เดือนนับจากวันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง (มาตรา๓๘วรรคท้าย)
หน้าที่ของนายจ้าง
นายจ้างหมายถึงผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้างในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลเช่นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนต่างๆนายจ้างหมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วยนอกจากนั้นผู้ประกอบกิจการที่จ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งหรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดการหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานโดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจซึ่งกระทำในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานของผู้ประกอบกิจการและเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้งานผู้ประกอบกิจการเป็นผู้จัดหาลูกจ้างกฎหมายกำหนดให้มีฐานะเป็น
นายจ้างด้วย (มาตรา๓๕)
กฎหมายประกันสังคมฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้กำหนดให้นายจ้างต้องมีหน้าที่ดังนี้
๑) ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างอัตราค่าจ้างเลขประจำตัวประชาชนของลูกจ้างจำนวน
ลูกจ้างชาย - หญิงจำนวนรวมของลูกจ้าง (กรณีมีลูกจ้างประจำทำงานท้องที่อื่นนอกจากสำนักงานใหญ่นายจ้างต้องแยกรายชื่อลูกจ้างตามท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานด้วย) โดยกรอกข้อความในแบบสปส. ๑ - ๐๒แล้วยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน๓๐วันนับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน (มาตรา๓๔) และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเกี่ยวกับข้อความในแบบรายการที่ได้ยื่นไว้นายจ้างก็ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานประกันสังคมขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการภายใน๑๕วันนับแต่วันที่ทราบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว (มาตรา๔๔) นอกจากนั้นนายจ้างต้องยื่นแบบลงทะเบียนนายจ้างพร้อมกับการยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างด้วยตามแบบสปส. ๑ - ๐๑เมื่อยื่นแบบสปส. ๑ - ๐๑และสปส. ๑ - ๐๒แล้วสำนักงานประกันสังคมก็จะออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้แก่นายจ้างและออกบัตรประกันสังคมให้แก่ลูกจ้าง (มาตรา๓๖) กรณีฝ่าฝืนหน้าที่นี้โดยเจตนาหรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จนายจ้างมีความรับผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน๑ปีหรือปรับไม่เกิน๓๐,๐๐๐บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและถ้าเป็นความผิดต่อเนื่องจะมีโทษปรับอีกวันละไม่เกิน๕,๐๐๐บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน (มาตรา๙๖)
๒) จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมร่วมกับผู้ประกันตนหรือลูกจ้างและรัฐบาลฝ่ายละเท่าๆกันตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ไม่เกินร้อยละ๑.๕ของค่าจ้างสำหรับการประกันกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานคลอดบุตรทุพพลภาพและตายไม่เกินร้อยละ๓สำหรับการประกันกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพและไม่เกินร้อยละ๕สำหรับกรณีประกันการว่างงาน (มาตร๔๖) โดยการคำนวณเงินสมทบให้คำนวณค่าจ้างเป็นรายวันหากลูกจ้างรายใดมีค่าจ้างเกินวันละ๕๐๐บาทก็ให้คิดค่าจ้างสูงสุดเพียงวันละ๕๐๐บาทถ้าลูกจ้างทำงานกับนายจ้างหลายรายนายจ้างแต่ละรายต้องจ่ายเงินสมทบตามอัตราค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างของตนโดยเป็นหน้าที่ของนายจ้างทุกรายที่ต้องทำแยกต่างหากจากกันนอกจากนั้นกรณีมีการจ้างเหมาช่วงผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจากนายจ้างและผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับนายจ้างในเงินสมทบซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายด้วย (มาตรา๕๒)
๓) หักค่าจ้างของผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างตามจำนวนที่จะต้องเป็นเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างและนำส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่๑๕ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบ (มาตรา๔๗)พร้อมยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบกรณีที่นายจ้างไม่นำส่งหรือนำส่งล่าช้าก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่จะพึงได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคมในรูปของประโยชน์ทดแทนโดยถือเสมือนหนึ่งว่าผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบแล้ว (มาตรา๔๙วรรค๒) นายจ้างที่ฝ่าฝืนหน้าที่จ่ายเงินสมทบหรือไม่นำส่งเงินสมทบมีความรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ๒ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่นับจากวันที่ต้องนำส่งเศษของเดือนถ้าถึง๑๕วันหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือนถ้าน้อยกว่าก็ให้ปัดทิ้ง (มาตรา๔๙วรรค๑)
๔) จัดให้มีทะเบียนผู้ประกันตนและเก็บรักษาไว้ณสถานที่ทำงานของนายจ้างสำหรับให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจควบคุมได้ (มาตรา๘๔) ถ้านายจ้างฝ่าฝืนหน้าที่นี้มีความรับผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน๑เดือนหรือปรับไม่เกิน๑๐,๐๐๐บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา๙๙)กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคลและนิติบุคคลกระทำผิดและถูกลงโทษตามกฎหมายประกันสังคม
ดังกล่าวกฎหมายให้ถือว่าผู้แทนนิติบุคคลกรรมการทุกคนและผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นต้องระวางโทษเช่นเดียวกับนิติบุคคลนั้นด้วยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดนั้นหรือได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้นแล้ว (มาตรา๑๐๑)
เงินสมทบ
เงินสมทบหมายถึงเงินที่นายจ้างลูกจ้างและรัฐบาลหรือเงินที่ผู้ประกันตนและรัฐบาลร่วมกันจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อจ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนเมื่อเกิดเคราะห์ภัยหรือประสบความเดือดร้อนและเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดโดยอัตราเงินสมทบในปัจจุบันเป็นดังที่กล่าวมาแล้วในหน้าที่จ่ายเงินสมทบของนายจ้างแต่นายจ้างที่จัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้างสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดสามารถขอลดส่วนอัตราเงินสมทบได้ทั้งของนายจ้างและลูกจ้างโดยนำระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งกำหนดให้สวัสดิการที่สูงกว่านั้นไปแสดงต่อคณะกรรมการประกันสังคมโดยมีหลักเกณฑ์การขอลดส่วนอัตราเงินสมทบดังนี้
๑) นายจ้างได้จัดสวัสดิการเกี่ยวกับการประกันอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานหรือทุพพลภาพหรือตายหรือคลอดบุตรหรือสงเคราะห์บุตรหรือชราภาพหรือว่างงานให้แก่ลูกจ้างไว้แล้ว
๒) เป็นการจัดสวัสดิการไว้ก่อนวันที่กฎหมายประกันสังคมฉบับปัจจุบันใช้บังคับ
๓) สวัสดิการที่จัดไว้นั้นให้ประโยชน์แก่ลูกจ้างสูงกว่าประโยชน์ทดแทนที่ลูกจ้างมีสิทธิตาม
กฎหมายประกันสังคม
๔) ต้องระบุให้สวัสดิการดังกล่าวไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานสัญญาจ้างแรงงาน
หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
เมื่อมีการนำส่งเงินสมทบเรียบร้อยแล้วผู้ประกันตนมีสิทธินำจำนวนเงินสมทบที่จ่ายไปนั้นมาหัก
ลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้และนายจ้างก็สามารถนำจำนวนเงินสมทบที่ตนจ่ายมาหักเป็นค่าใช้จ่ายหรือรายจ่ายของนายจ้างก่อนนำมาคำนวณภาษีได้
ประโยชน์ทดแทน
ประโยชน์ทดแทนหมายถึงความช่วยเหลือที่ให้แก่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิเมื่อผู้ประกันตน
ประสบเคราะห์ภัยหรือเดือดร้อนและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดแล้ว
เงื่อนไขของสิทธิรับประโยชน์ทดแทนที่กฎหมายกำหนดมีดังนี้
) เงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ
. ประกันอันตรายเพื่อเจ็บป่วยนอกงานต้องจ่ายมาแล้ว
ไม่น้อยกว่า๙๐วันภายในระยะเวลา๑๕เดือนก่อนรับบริการทางการแพทย์
. คลอดบุตรต้องจ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่า๒๑๐วันภายในระยะเวลา๑๕เดือนก่อนรับ
บริการทางการแพทย์
. ทุพพลภาพต้องจ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่า๙๐วันภายในระยะเวลา๑๕เดือนก่อนทุพพลภาพ
. ตายต้องจ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่า๓๐วันภายในระยะเวลา๖เดือนก่อนตาย
. สงเคราะห์บุตรต้องจ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่า๑ปี
. ชราภาพต้องจ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่า๑๕ปีไม่ว่าระยะเวลานั้นจะติดต่อกันหรือไม่
. ว่างงานต้องจ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่า๖เดือนภายในระยะเวลา๑๕ปีก่อนว่างงาน
. เงื่อนไขอื่น
. คลอดบุตรมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนไม่เกิน๒ครั้งสำหรับผู้ประกันตนหรือคู่สมรส
. สงเคราะห์บุตรมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนสำหรับจำนวนบุตรไม่เกิน๒คน
. ชราภาพผู้ประกันตนต้องมีอายุครบ๕๕ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
. ว่างงานผู้ประกันตนต้องมีความสามารถในการทำงานพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตาม
ที่จัดหาให้หรือไม่ปฏิเสธการฝึกงานและได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐโดยต้องไปรายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ๑ครั้งและผู้ประกันตนว่างงานโดยมิได้ถูกจ้างเนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างหรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรงหรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา๗วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและผู้ประกันตนต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพโดยผู้ประกันตนจะมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่๘นับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย
กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นของสิทธิรับประโยชน์ทดแทนไว้สำหรับการประกันกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานทุพพลภาพหรือตายนั่นคือผู้ประกันตนหรือผู้จัดการศพแล้วแต่กรณีจะไม่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนถ้าปรากฏว่าการประกันเคราะห์ภัยนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ผู้ประกันตนหรือผู้จัดการศพจงใจก่อให้เกิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้นผู้จัดการศพตามกฎหมายประกันสังคมได้แก่บุคคลตามลำดับดังนี้ (มาตรา๗๓)
(๑) บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
(๒) คู่สมรสบิดามารดาหรือบุตรของผู้ประกันตนที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
(๓) บุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
รูปแบบของประโยชน์ทดแทนมี๔รูปแบบคือ
(๑) บริการทางการแพทย์
(๒) เงินทดแทนการขาดรายได้
(๓) ค่าทำศพ
(๔) เงินสงเคราะห์
() บริการทางการแพทย์ในปัจจุบันมีโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลในสังกัดทั้งรัฐบาลและ
เอกชนประมาณ๑๕๐กว่าแห่งลูกจ้างผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานมีสิทธิขอรับบริการทางการแพทย์ในรูปของเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ดังนี้ ก. กรณีฉุกเฉินซึ่งต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นนอกจากที่สำนักงานประกันสังคมได้กำหนดให้สำหรับผู้ประกันตนเมื่อผู้ประกันตนต้องทดรองจ่ายไปก่อนโดยผู้ประกันตนเป็นผู้ป่วยนอกก็สามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน
ครั้งละ๒๐๐บาทและไม่เกิน๔๐๐บาทต่อปีแต่ถ้าเป็นผู้ป่วยในจะสามารถเบิกคืนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่กินครั้งละ๓,๒๐๐บาทและสำหรับกรณีจำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉินและเป็นการผ่าตัดใหญ่มีสิทธิเบิกคืนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินครั้ง๑๐,๐๐๐บาท
ข. กรณีปกติที่สำนักงานประกันสังคมยังไม่ได้ออกบัตรรับรองสิทธิให้เมื่อผู้ประกัน
ตนต้องทดรองจ่ายไปก็สามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมโดยนำใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อพิจารณาโดยถ้าเป็นสถานพยาบาลของรัฐและผู้ประกันตนเป็นผู้ป่วยนอกสามารถเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ถ้าเป็นผู้ป่วยในสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นส่วนค่าห้องและค่าอาหารสามารถเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินวันละ๓๐๐บาทตลอดระยะเวลาที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ส่วนถ้าเป็นสถานพยาบาลของเอกชนเบิกได้เฉพาะกรณีเป็นผู้ป่วยในสำหรับค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน๓,๐๐๐
บาทสำหรับระยะเวลาภายในสามสิบวันนับแต่วันแรกที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ส่วนระยะเวลาที่เกินสามสิบวันเบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ๑๐๐บาทและกรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลหลายครั้งโดยระยะห่างกันไม่เกิน๑๕วันให้นับระยะเวลาเข้ารับการรักษาทุกครั้งเข้าด้วยกันและสำหรับค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินวันละ๓๐๐บาทตลอดระยะเวลาที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ ลูกจ้างผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนที่คลอดบุตรสามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์แบบเหมาจ่ายโดยได้รับในอัตรา๓,๐๐๐บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง
() เงินทดแทนการขาดรายได้กฎหมายกำหนดให้มีการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้
ร้อยละ๕๐ของค่าจ้างรายวันที่ใช้คำนวณเงินสมทบโดยคำนวณเฉลี่ยจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเป็นเวลา๙๐วันก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ไม่ว่าระยะเวลานั้นจะติดต่อกันหรือไม่ (มาตรา๕๗) โดยจ่ายสำหรับการประกัน๓ประเภทคือการประกันอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานการคลอดบุตรและการทุพพลภาพในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ได้รับจ้างในระหว่างหยุดงานเพื่อรักษาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพนายจ้างแล้วแต่กรณีหรือสิทธิได้รับค่าจ้างดังกล่าวสิ้นสุดลงก็จะจ่ายเท่าระยะเวลาที่คงเหลือส่วนกรณีได้รับค่าจ้างดังกล่าวน้อยกว่าเงินทดแทนการขาดรายได้ก็จะจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ในส่วนที่ยังขาดอยู่ระยะเวลาการได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ของผู้ประกันตนหรือคู่สมรสแตกต่างกันตาม
ประเภทของการประกันสังคมดังนี้
ก. การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยนอกงานมีสิทธิได้รับครั้งละไม่เกิน๙๐วันและใน
ระยะหนึ่งปีปฏิทินไม่เกิน๑๘๐วันเว้นแต่การเจ็บป่วยเรื้อรังตามที่กำหนดในกฎกระทรวงได้รับเกิน๑๘๐วันแต่ไม่เกิน๓๖๕วันนับแต่วันแรกที่ต้องหยุดงานตามคำสั่งแพทย์จนถึงวันสุดท้ายที่แพทย์กำหนดให้หยุดหรือจนถึงวันสุดท้ายที่หยุดงานกรณีกลับเข้าทำงานก่อนครบกำหนดตามคำสั่งแพทย์ (มาตรา๖๔)
ข. การคลอดบุตรมีสิทธิได้รับครั้งละไม่เกิน๖๐วัน (มาตรา๖๗)
ค. การทุพพลภาพมิสิทธิได้รับต่อไปจากที่ได้รับมาแล้วกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
นอกงานเป็นเวลาไม่เกิน๑ปีโดยได้รับต่อไปอีก๑๕ปี (มาตรา๗๑)
() ค่าทำศพกฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าทำศพกรณีตายเป็นจำนวน๑๐๐เท่าของอัตรา
สูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (มาตรา๗๓) ซึ่งปัจจุบันอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันก็คือ๑๒๕บาทดังนั้นค่าทำศพจึงเป็นจำนวน๑๒,๕๐๐บาท
() เงินสงเคราะห์การจ่ายประโยชน์ทดแทนในรูปเงินสงเคราะห์มี๓กรณีคือกรณี
สงเคราะห์บุตร (มาตรา๗๕) กรณีชราภาพ (มาตรา๗๗) และกรณีว่างงาน (มาตรา๗๙)
ดังนั้นเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาครบกำหนดระยะเวลาที่เป็นเงื่อนไขตามกฎหมาย
แล้วเกิดประสบเคราะห์ภัยหรือได้รับความเดือดร้อนตามประเภทของการประกันภัยสังคมแต่ละประเภทก็จะมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนในรูปแบบต่างๆดังได้กล่าวมาข้างต้นโดยสำนักงานประกันสังคมจะเป็นองค์กรที่รับผิดชอบดูแลให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนได้รับความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในสังคม

ภาพประกอบจาก www.spg.lega.com
ราคาพืชผล - เตือนภัย - ดินและน้ำ - ผลิตภัณฑ์ - ท่องเที่ยว - ภูมิปัญญา - งานวิจัย - กฎหมาย - เกษตรคุ้มทุน - เว็บบอร์ด - เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง