ค้นหาภายในเว็บไซต์
วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557
หน้าแรก
ราคาพืชผล
เตือนภัย
ดินและน้ำ
ผลิตภัณฑ์
ท่องเที่ยว
ภูมิปัญญา
องค์ความรู้
กฎหมาย
เกษตรคุ้มทุน
เว็บบอร์ด
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
ราคาพืชผล น้ำท่วม/น้ำหลาก ภาวะโลกร้อน ผลผลิตทางการเกษตร โฮมสเตย์ มาตรฐานไทย ฝนแล้ง ภูมิปัญญา สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ เกษตรกรคนเก่ง ปราชญ์ชาวบ้าน เทคนิคการลดต้นทุน โครงการวิจัย วิจัยประยุกต์ BAAC RESEARCH NEWS นิตยสารวิชาการณ์ปริทัศน์ กฎหมายชาวบ้าน
หมวดหมู่
 
สัญญากู้ยืม

 
 

 
           ศูนย์เยแพร่ความรู้พื้นฐานด้านกฎหมา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรกได้บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่....
                ดังนั้นเมื่อการกู้ยืมมากกว่า 2,000 บาท นั้น กฎหมายบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ....จึงจะสามารถฟ้องร้องคดีกันได้ เมื่อกล่าวถึงการทำสัญญากู้เป็นหนังสือ ในหนังสือสัญญากู้ยืมนั้นก็จะประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เช่นชื่อผู้กู้ ผู้ให้กู้ จำนวนเงินที่กู้ ฯลฯ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงกรณีที่มีการแก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ว่ามีผลตามกฎหมายอย่างไร
                บางครั้งโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายเจ้าหนี้ได้แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ยืมไม่ได้กรอกจำนวนเงินหรือมีสัญญากู้ยืมในครั้งเดียวกัน 2 ฉบับ ปัญหาว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้จะต้องรับผิดหรือไม่ เพียงใด แยกได้เป็น 5 กรณีดังนี้
                1.กรณีมีการแก้ไขจำนวนเงินในขณะเขียนสัญญากู้ เช่น กู้กันเพียง 5,000 บาท แต่เขียนผิดเป็น 6,000 บาท จึงแก้ไข ให้เป็น 5,000 บาทตามที่กู้จริง หรือเขียนสัญญากู้ระบุจำนวน 10,000 บาท ขณะกำลังเขียนสัญญาผู้กู้ขอกู้เพิ่มเป็น 20,000 บาท ผู้ให้กู้ตกลงจึงแก้จำนวนเงินเป็น 20,000 บาท ตามที่กู้จริงก่อนที่ผู้กู้จะลงชื่อในสัญญากู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในกรณีที่มีการแก้ไขตัวเลขจำนวนเงินในขณะเขียนสัญญากู้ แม้ผู้กู้ไม่ได้ลงชื่อกำกับก็ใช้ได้ เพราะถือว่าเป็นเจตนากู้ยืมเงินกันครั้งเดียวตามจำนวนที่แก้ไขแล้ว ลงชื่อไว้ท้ายสัญญาแห่งเดียวก็พอ ( คำพิพากษาฎีกาที่ 1154/2511 )
                2.แก้จำนวนเงินในสัญญากู้เดิมเมื่อมีการกู้ยืมครั้งใหม่ เช่น หลังจากทำสัญญากู้จนเสร็จสมบูรณ์แล้วต่อมาผู้กู้ขอกู้เพิ่มเติม คู่กรณีไม่สัญญาใหม่ แต่ใช้วิธีเปลี่ยนจำนวนเงินกู้ในสัญญาฉบับเก่า เช่น เดิมกู้ 10,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว ผู้กู้ขอกู้อีก 10,000 บาท จึงมีการเอาสัญญากู้ฉบับเดิมมาขีดฆ่าจำนวนเงินเดิมแล้วเขียนใหม่เป็น 20,000 บาท โดยผู้กู้ไม่ได้ลงชื่อกำกับ ต่อมาเจ้าหนี้ฟ้องให้บังคับชำระหนี้ที่เงินกู้ 20,000 บาท ตามสัญญากู้ที่มีการแก้ไขดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถือว่าการกู้ครั้งใหม่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้กู้รับผิดเฉพาะแต่การกู้ครั้งแรกเท่านั้น
( คำพิพากษาฎีกาที่ 356/2507 )
                3.แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้สูงขึ้นโดยผู้กู้ไม่ยินยอม เช่น กู้ยืมเงินเพียง 5,000 บาท หรือเติม 1 เป็น 15,000 แล้วนำสัญญานั้นมาฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้ปลอม แต่ให้จำเลยรับผิดใช้เงิน 5,000 บาท ตามที่กู้จริง เพราะก่อนฟ้องการกู้เงิน 5,000 บาทมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1860/2523)
                4.สัญญากู้ไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้
4.1ผู้ให้กู้กรอกจำนวนเงินสูงกว่าที่กู้จริง บางครั้งผู้กู้ยอมทำสัญญากู้ให้แก่ผู้ให้กู้ไว้ โดยผู้กู้เพียงแต่ลงชื่อเป็นผู้กู้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ซึ่งไม่มีการกรอกข้อความและจำนวนเงิน เมื่อผู้ให้กู้จะฟ้องคดีจึงกรอกข้อความระบุจำนวนเงินที่กู้สูงกว่าที่กู้จริง เช่นกู้ยืมเงิน 5,000 บาท โดยผู้กู้ลงชื่อในช่องผู้กู้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ ต่อมาผู้กู้ไม่ชำระหนี้ผู้ให้กู้จึงกรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เป็น 50,000 บาท หรือ 15,000 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญากู้ที่นำมาฟ้องเป็นเป็นสัญญาปลอม พิพากษายกฟ้องโดยผู้กู้ไม่ต้องรับผิดเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ 1532/2526) แม้ผู้กู้และผู้ค้ำประกัน จะให้การยอมรับว่ากู้จริง 5,000 บาทก็ตาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 513/2537 )
จะเห็นได้ว่าผลแตกต่างกับกรณีตามตัวอย่างที่ 3 ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ชำระหนี้ตามสัญญาฉบับก่อนมีการแก้ไข แต่กรณีตัวอย่างที่กล่าวก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องทั้งหมด เพราะไม่เคยมีการกรอกจำนวนเงินที่ถูกต้องในสัญญากู้จึงไม่มีสัญญากู้ฉบับที่ถูกต้องเลย
4.2ผู้ให้กู้กรอกจำนวนเงินตามที่กู้จริง ถ้าทำสัญญากันโดยผู้กู้ลงชื่อไว้ในแบบพิมพ์สัญญากู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ ต่อมาเมื่อผู้กู้ไม่ชำระหนี้ ผู้ให้กู้จึงกรอกข้อความและจำนวนตามความจริงที่
ตกลงกัน ดังนี้สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้
                5.กรณีที่ผู้ยืมเพียงครั้งเดียวแต่ผู้กู้ลงชื่อไว้ในสัญญา 2 ฉบับ เช่น จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ 7,000 บาท แต่ทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุจำนวนเงินกู้ 7,000 บาท ฉบับที่ 2 14,000 บาทโดยตกลงกันว่าถ้าไม่ชำระหนี้ให้โจทก์นำสัญญากู้ฉบับที่สองมาฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำสัญญากู้ฉบับที่สองมาฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเห็นได้ว่าประโยชน์ที่ผู้ให้กู้ได้รับมากเกินสมควร เป็นการที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1
ผู้กู้คงต้องรับผิดเฉพาะเงิน 7,000 บาท ส่วนจำเลยที่สองผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ 14,000 บาท มิได้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ 7,000 บาทจึงต้องหารับผิดด้วยไม่
ที่มา: หนังสือรวมคำบรรยาย ของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เล่มที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑
 
 
  
    
       
 
   
           
 
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                   
    
 
                     
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ราคาพืชผล - เตือนภัย - ดินและน้ำ - ผลิตภัณฑ์ - ท่องเที่ยว - ภูมิปัญญา - งานวิจัย - กฎหมาย - เกษตรคุ้มทุน - เว็บบอร์ด - เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง