หน้าแรก  
ราคาพืชผล เตือนภัย ดินและน้ำ ผลิตภัณฑ์ ท่องเที่ยว ภูมิปัญญา องค์ความรู้ กฎหมาย เกษตรคุ้มทุน เว็บบอร์ด เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 
หน้าแรก
ยินดีต้อนรับสู่ลานชุมชน
|
   หน้าแรก
 
อยากทราบวิธีทำหัวเชื้อ EM ครับ

โดย : wichai วันที่ : 5/6/2009 8:01:17 IP : 124.122.215.182
http://news.mjob.in.th/education/cat7/news3779/

ลองดูที่นี่นะครับ

ปุ๋ยอีเอ็ม (EM) ที่ถามมา คือปุ๋ยที่หมักจากหัวเชื้อ EM (Effective Microorganisms) อีเอ็มเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 80 ชนิด เป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ มีกลิ่นอมเปรี้ยวอมหวาน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งคน สัตว์ พืชและแมลงที่เป็นประโยชน์ ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิต สามารถนำไปเพาะขยายเองได้ แต่ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี หรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆ

วิธีการทำหัวเชื้ออีเอ็มเตรียมวัสดุดังนี้ กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม (อาจใช้น้ำตาลทรายแดงแทนได้) น้ำมะพร้าว 4-5 ลูก สับปะรด 2 ลูก และถังพลาสติกที่มีฝาปิด 1 ใบ วิธีทำ 1.หั่นสับปะรดแก่จัดทั้งลูก (ทั้งเปลือกและ

เนื้อ) เป็นชิ้นเล็กๆ 2.ปอกมะพร้าวอ่อนเอาแต่น้ำ 3.นำสับปะรด น้ำมะพร้าว และกากน้ำตาล มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ถังพลาสติกปิดฝาทิ้งไว้ในที่ร่ม ควรคลุกเคล้ากลับไปกลับมาในถังทุก 2 วัน ประมาณ 1 -2 เดือน จะได้หัวเชื้ออีเอ็มที่มีสีน้ำตาล กลิ่นหอม ไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป

การเพาะขยายเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม ทำได้โดยใช้หัวเชื้ออีเอ็ม 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 20 ส่วน หมักไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดอย่าให้อากาศเข้าได้เป็นเวลา 7 วัน แล้วใช้ให้หมดภายใน 7 วัน

สูตรการนำมาทำปุ๋ยน้ำ ผสมอีเอ็ม 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร ใช้ฉีด พ่น รด ราด พืชต่างๆ ให้ทั่วจากดิน ลำต้น กิ่ง ใบและนอกทรงพุ่ม โดยฉีดราดทุก 3 วันถ้าเป็นพืชผัก ถ้าเป็นไม้ดอก

ไม้ประดับ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง

การทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง วัสดุได้แก่ มูลสัตว์ 3 ส่วน รำอ่อน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน อีเอ็ม 2 ช้อน

กากน้ำตาล 2 ช้อน และน้ำ 10 ลิตร

วิธีทำ 1.นำมูลสัตว์ผสมกับรำอ่อนคลุกให้เข้ากัน

2.นำอีเอ็ม กากน้ำตาล น้ำใส่ถังคนให้เข้ากัน

3.นำแกลบแช่น้ำในถังอีเอ็มนาน 10 นาที

4.นำแกลบที่แช่อีเอ็มแล้วมาคลุกให้เข้ากันกับกองมูลสัตว์ที่ผสมกับรำอ่อนแล้ว

5.รดน้ำให้มีความชื้น 40%

6.นำปุ๋ยหมักที่ผสมแล้วใส่ถุงอาหารสัตว์ที่มีการระบายอากาศดีจำนวน 3/4 ของถุง

7.นำไปวางไว้ในที่ร่มแต่อย่าวางซ้อนทับกัน แล้วกลับทุกวัน 7 วัน ก็นำไปใช้ได้

สำหรับสูตรป้องกันและกำจัดแมลงด้วยหัวเชื้ออีเอ็ม มีวิธีทำดังนี้ 1.ใบยูคาลิปตัสครึ่งปี๊บ ใบและเมล็ดสะเดาครึ่งปี๊บใส่ถัง 2.เติมน้ำใส่ไป 1 ปี๊บ ต้มให้เหลือครึ่งปี๊บ 3.ทิ้งไว้ให้เย็น กรองใส่ถังหมัก เติมอีเอ็ม 1 แก้ว เหล้าขาว 1 แก้ว และน้ำส้มสายชู 1 แก้ว กวนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จึงนำมาใช้ได้ วิธีใช้สมุนไพรอีเอ็ม 5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 10 ลิตร ฉีดพ่นพืชผัก ผลไม้ ทุกๆ 7-10 วัน

สำหรับหัวเชื้ออีเอ็ม ต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 20-45 องศาเซลเซียส ปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้า เปิดใช้แล้วต้องรีบปิดทันที เก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 6-8 เดือน หากเก็บอีเอ็มไว้นานเมื่อเปิดฝาพบว่าเปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่าแสดงว่าอีเอ็มตายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ให้นำอีเอ็มที่เสียไปผสมน้ำ ใช้รดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการ

ข้อมูลจาก ข่าวสด
 

โดย : ดนัย เดชาธิคม วันที่ : 5/6/2009 11:24:12 IP : 172.16.193.75
การทำปุ๋ยชีวภาพ (อีเอ็ม)
          อีเอ็ม คืออะไร?  อีเอ็ม ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Dr. Teruo Higa ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวนมหาวิทยาลัยริวคิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ค้นพบ อีเอ็ม เมื่อ พ.ศ. 2526 และทำการวิจัยผลกลุ่มจุลินทรีย์ ชนิดนี้ใช้ได้ผลจริง ศาสนาจารย์วาคุกามิ เป็นผู้้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย

ลักษณะของ อีเอ็ม
          อีเอ็ม  มีลักษณะเป็นของเหลว  สีน้ำตาลดำ มีกลิ่นอมเปรี้ยว อมหวาน  ค่าพีเอชจะอยู่ที่ประมาณ  3.5 ประกอบด้วยจุลินทรีย์จำนวนมากมายกว่า  80  ชนิด เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี หรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้  อีเอ็ม ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็น ประโยชน์ อีเอ็มช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นจุลินทรีย์ที่เราสามารถไปเพาะขยายได้เอง จุลินทรีย์ที่มีขายทั่วไปไม่ใช่อีเอ็ม ตามคำนิยาม ของผู้ค้นพบ  เพราะกรรมวิธีการผลิต การควบคุมคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนสายพันธุ์และความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่เป็นส่วนผสมอยู่ แตกต่างกัน และสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญคือ การบริสุทธิ์ของเชื้อจุลินทรีย์ ต้องไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรคเจือปนอยู่

ธรรมชาติของจุลินทรีย์ คือ จุลินทรีย์มี  3  กลุ่ม คือ
         1. กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 %
          2. กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10 %
          3. กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80 % Dr. Teruo Higa พบว่า จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย
          การนำ อีเอ็ม มาใช้ คือ การเพิ่มกลุ่มสร้างสรรค์ ให้มีจำนวนมาก ๆ เพื่อควบคุมกลุ่มทำลายไม่ให้สามารถทำงานได้
จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์
ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืช  สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน  5  กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies)
มาใส่ไว้ในอีเอ็ม จุลินทรีย์กลุ่มต่าง ๆ ได้แก่

          กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติ  ต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ

          กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2)
กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ฮอร์โมน (Hormones) และอื่น ๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน

          กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น ให้ดินต้านทานโรค
(Diseases resistant) ฯลฯ เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและ แมลงศัตรูพืชบางชนิด ของพืชและสัตว์
สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้

          กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria)
ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน
(Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ

          กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรีย ที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์
ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดิน ที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน
หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลาย เปลือกเมล็ดพันธุ์พืชช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย


ลักษณะเฉพาะของ อีเอ็ม

          อีเอ็ม เป็นจุลินทรีย์ กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ หรือ เรียกว่ากลุ่มธรรมะ ดังนั้น เวลาจะใช้ อีเอ็ม ต้องคิดอยู่เสมอว่า อีเอ็ม เป็นสิ่งมีชีวิตต้องการที่อยู่
ที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป อยู่ในอุณหภูมิปกติ ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตราย
ต่อสิ่งมีชีวิตเป็นจุลินทรีย์ จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและ ยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ เป็นตัวเอื้อประโยชน์แก่พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล อีเอ็ม จะทำงาน
ในที่มืดได้ดี ดังนั้นควรใช้ช่วงเย็นของวัน เป็นตัวทำลายความสกปรกทั้งหลาย

          หัวเชื้อ อีเอ็ม สามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือนในอุณหภูมิปกติ 25 - 45 องศาเซลเซียส ปิดให้สนิท อย่าให้อากาศเข้า อย่าเก็บไว้ในตู้ และอย่าทิ้ง อีเอ็ม
ไว้กลางแดด ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศ ที่เป็นโทษ เข้าไปปะปน การนำ อีเอ็ม ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด
และใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสม

          เมื่อใดที่เก็บอีเอ็มไว้นาน ๆ แล้ว เมื่อเปิดฝาพบว่า อีเอ็ม เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า อีเอ็ม ตาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก ให้นำ อีเอ็ม ที่เสียผสมน้ำ
ใช้รดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการได้
          กรณีเก็บไว้นาน ๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า อีเอ็ม พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัว กลับไปอยู่ในน้ำ เหมือนเดิมนำไปใช้ได้ เมื่อนำไปขยายเชื้อ
ในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอมและ เป็นฟองขาว ๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟอง น้ำนิ่งสนิทแสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล
          อีเอ็ม ขยาย ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพที่เกิดจากความไม่สะอาดของน้ำ ภาชนะ และสิ่งแปลกปลอมจากอากาศ เพราะจุลินทรีย์
ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ ต้องปิดฝาให้สนิทหรือปิดด้วยผ้าพลาสติก เพื่อไม่ให้อากาศเข้า ก่อนใช้ทุกครั้งต้องตรวจดูก่อนว่า ยังมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวานหรือไม่
ถ้ามีแสดงว่ายังใช้ได้ครับ

วิธีทำ อีเอ็ม แบบขยาย

          เพื่อความประหยัด ควรทำ อีเอ็ม แบบขยาย ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้แข็งแรงและเพิ่มจำนวน โดยการใช้อาหาร ประเภทกากน้ำตาล หรืออื่น ๆ
ที่ใช้แทนกันได้ เช่น น้ำซาวข้าว น้ำตาลทรายแดง โดยมีส่วนผสม ดังนี้
          สูตรที่  1   อีเอ็ม  1 ส่วน   กากน้ำตาล  1  ส่วน            น้ำสะอาด  20  ส่วน
          สูตรที่  2   อีเอ็ม  1 ส่วน   น้ำตาลทรายแดง  1 ส่วน     น้ำสะอาด  10  ส่วน

          เมื่อผสมสัดส่วนดังกล่าวแล้ว ใช้เวลาหมักไว้  7  วัน ในขวดหรือภาชนะที่ปิดฝาได้สนิท (ขวดน้ำอัดลมที่เป็นพลาสติก)
ระหว่างนี้จะเกิดฟองแก๊สขาวๆ ขึ้นมา มีกลิ่นหอม หากมีกลิ่นเหม็นแสดงว่า การขยายไม่สำเร็จ เมื่อทำการหมักไว้ครบ 7 วันแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่ง อีเอ็ม แบบขยายนี้
ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน (รวม 14 วัน)

 
    ภาพกิจกรรมการเรียน  
อีเอ็มและกากน้ำตาล คู่ขวัญที่ขาดกันไม่ได้
กากน้ำตาลที่ทั้งข้นและเหนียว
อีเอ็มขยายที่ทิ้งไว้ 5-7 วันใช้เป็นปุ๋ยได้
ขวดที่บรรจุจะตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฝึกทำปุ๋ยชีวภาพ อีเอ็ม
ตวงกากน้ำตาลประมาณ 2 ช้อนแกง
ตวงหัวเชื้ออีเอ็มประมาณ 2 ช้อนแกง
ใช้ขวดน้ำอัดลมขนาด 1  ลิตร
ตวงกากน้ำตาลประมาณ 2 ช้อนแกง
ตวงหัวเชื้ออีเอ็มประมาณ 2 ช้อนแกง

ใช้ขวดน้ำอัดลมขนาด 1  ลิตร

เติมน้ำสะอาดควรเหลือที่ว่างไว้ส่วนหนึ่ง
ป้องกันขวดแตก แล้วเขย่าให้เข้ากัน
ปิดฝาให้แน่น อย่าให้อากาศเข้าได้ เก็บไว้ในที่ร่มประมาณ 5-7 วันก็นำมาใช้ได้
โดย : ทววีศักดิ์ จำปาโท วันที่ : 16/6/2009 13:23:35 IP : 172.16.193.75

คุณต้องทำการสมัครเป็นสมาชิกก่อน เพื่อทำการตอบกระทู้นะคะ

  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 469 ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
คุณเข้ามาเป็นคนที่ 5722781 นับตั้งแต่ 20 มิ.ย. 2551