ค้นหา
หน้าแรก ราคาพืชผล เตือนภัย ดินและน้ำ ผลิตภัณฑ์ ท่องเที่ยว ภูมิปัญญา องค์ความรู้ กฎหมาย เกษตรคุ้มทุน เว็บบอร์ด เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 
  บทวิเคราะห์ เกษตรกรคิดวิธีตอนผักหวานป่าได้ผลเป็นรายแรก
เกษตรกรคิดวิธีตอนผักหวานป่าได้ผลเป็นรายแรก   [วันที่ 9 พ.ค. 2552 ]

ความสำเร็จภูมิปัญญาท้องถิ่นเกษตรกรคิดวิธีตอนผักหวานป่าได้ผลเป็นรายแรก
Source - เดลินิวส์ (Th)

Tuesday, December 16, 2008  08:35
15887 XTHAI XCLUSIVE V%PAPERL P%DND

          ผักหวานป่า พื้นที่ปลูกแหล่งใหญ่ต้นกำเนิดอยู่ อำเภอบ้านหมอ ซึ่งชาวบ้านปลูกสืบทอดกันมาช้านานต้นใหญ่ ๆ มีอายุนับร้อย ๆ ปีหรือหลายชั่วอายุคนก็ยังมีอยู่ให้เห็นเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าที่ชาวบ้านปลูกตอนแรก ๆ นั้นคาดว่าปลูกเพื่อเป็นร่มเงา หรือปลูกล้อมเป็นรั้วบ้าน เสน่ห์      อยู่ที่ยอดแตกใบอ่อนตลอดทั้งปีและชาวบ้านได้เด็ดยอดมาแบ่งสันปันส่วนกินกันมีทั้ง ลวกจิ้ม แกงเลียง และทำอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิด      รสชาติมีความหวานเพียงเล็กน้อย และมีกลิ่น     ของผักหวานป่าน่ารับประทาน จนชาวบ้านริเริ่มปลูกขึ้นเป็นสวนป่าชุมชน ในอำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี
          จนกระทั่ง นายบุญส่ง เกิดหลำ  สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี      (ส.อบจ.) กล่าวว่าผักหวานป่า ที่ชาวบ้านปลูก   ขึ้นเป็นป่าชุมชน ได้ช่วยกันหลายฝ่ายได้บูม       จัดงานผักหวานป่าติดต่อกันมาขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ปี ที่ผ่านมา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจน       เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ปากต่อปากเล่าขานกันต่อ ๆ ไปด้วยจนกระทั่ง “ผักหวานป่าชื่อ   ก้องฟ้าเมืองไทย” จนเป็นที่นิยมซื้อหาไปรับประทานกันอย่างแพร่หลาย
          นายยศพล ทัพพระจันทร์ เกษตรอำเภอพระพุทธบาท บอกว่า “ผักหวานป่า” ที่ชาวบ้านปลูกในพื้นที่ชุมชน อำเภอบ้านหมอนั้น  ในอดีตขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด แต่เชื่อว่าเจริญเติบโตช้าและไม่ค่อยได้ผล ส่วนวิธีตอนกิ่ง ชาวบ้านเคยทำมาแล้ว  แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเกรงว่าต้นเดิมจะตาย จึงไม่มีใครกล้าตอนกิ่งพันธุ์  จึงได้ไปทดลองส่งเสริมให้ “จ่าติ๊ก” หรือ จ.ส.อ.   เทวัญ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา บ้านเลขที่ 45/1 ซอยวัดเขาเงิน หมู่ 10 ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท ซึ่งมีที่ดินประมาณ 3 ไร่เศษได้แบ่งที่ดินส่วนหนึ่งปลูกสร้างเป็นที่พักอาศัย ในส่วนที่เหลือ ได้ปลูกผักหวานป่ามีจำนวนมากกว่า 1,000 ต้น
          จ.ส.อ.เทวัญ บอกว่าในที่ดินดังกล่าว  เคยจัดหาพันธุ์ไม้กินผล นำมาปลูกสารพัดชนิด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งศึกษาเรื่องดินและปุ๋ยอย่างจริงจัง โดยนำเอาดินไปตรวจที่หน่วยวิเคราะห์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมกับ   นำเอา “น้ำ” ไปตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์ เมื่อผลออกมาพบว่าชั้นล่างเป็นดินมาร์ลมากมีความเป็นกรดเป็นด่างและมีหินปูนสูง จึงคิดปลูกไม้รากตื้นและทนต่อสภาพดินประเภทนี้ได้ ก็มีไผ่หวาน   มะละกอและพวกไม้ล้มลุก เมื่อปลูกลงไปก็ได้     ผลดีพอสมควร แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ว่า จะทำสวนไม้ยืนต้นที่อยู่ได้นานเป็นสิบ ๆ ปีเพื่อให้ลูกหลานได้ผลผลิตต่อไปนาน ๆ จากที่เห็นมีต้นผักหวานป่าขึ้นติดพื้นที่อยู่เพียง 3-4 ต้นซึ่งมีความ     ทนทานต่อการแห้งแล้งได้ดีพอสมควร จึงได้สังเกตและพยายามศึกษาเริ่มตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมาโดยได้ทดลองขยายพันธุ์แทบจะทุกวิธี ทั้งแบบใช้เพศและไม่ใช้เพศคือ มีทั้งการเพาะเมล็ด ขุดตอ ตัดชำราก สกัดราก ตัดกิ่งชำ กิ่งอ่อน กิ่งแก่ ทาบกิ่ง และเป็นผลสำเร็จดัวยวิธีการตอนกิ่ง จากการทดลองมีผลสรุปดังนี้ การขุดตอ  ได้ผลพอสมควรแต่ต้องทนุถนอมมากต้องเข้าตู้อบ มีเปอร์เซ็นตายสูงและหาตอค่อนข้างยาก การชำราก ไม่ค่อยได้    ผล เปอร์เซ็นงอกน้อยมาก การตัดชำ ไม่ได้ผล     แม้จะเข้าตู้อบ การสกัดราก ได้ผลดีแต่ต้องมีต้น       เดิมอยู่  จากการสังเกตรากผักหวานป่าจะมีความยาวมากกว่า 10 เมตรไม่ลงลึกหากินตามผิวดิน เมื่อพรวนดินหรือขุดดินห่าง ๆ รอบต้นจะพบรากขาดออกจากต้น แล้วจะแตกเป็นต้นขึ้นมาใหม่จากตาพิเศษบริเวณราก
          จ.ส.อ.เทวัญ อดีตทหารช่างแนะวิธีการตอนกิ่งพันธุ์ที่ได้ที่สุดและประสบความสำเร็จ  หากกระทำอย่างถูกต้องและการดูแลอย่างถูกวิธี      ซึ่งการตอนกิ่งไม่ยุ่งยากอะไร ก็เหมือนกับตอนกิ่งไม้  ทั่ว ๆ ไปที่เกษตรกรทุกคนทำได้ เพียงแต่ในเวลาตอนกิ่งที่นานกว่า 2-3 เดือนจนกว่าจะมีราก        ออกจนพร้อมที่จะตัดกิ่งลงชำได้ ทำให้ต้องดูแล  ตุ่มตอนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ตุ่มตอนแห้ง เพราะรากแห้งจะทำให้รากชะงัก หรือไม่ มด แมลงก็จะเข้าไปทำรังจนรากไม่งอกออกมา รากของกิ่งตอนเมื่อแก่พร้อมที่จะตัดลงได้ จะมีสีเขียว ไม่ใช่เป็น    สีน้ำตาลอย่างต้นไม้อื่น ที่บางตำราระบุว่า หากพบรากสีขาวยังไม่ควรตัดเพราะยังอ่อนอยู่ รากของ       กิ่งตอนจะแข็งแรงมาก จนสามารถแทงทะลุถุงพลาสติกออกมาได้ แล้วตัดนำใส่ถุงดำ ชำไว้ประมาณ 3 เดือนจึงนำลงไปปลูกได้ ส่วนความแข็งแรงของรากที่เห็นงอกออกมาจากถุงและที่ทะลุออกมาจากถุงเพาะชำ ทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไมเกษตรกรที่เคยตอนกิ่ง และเคยปลูกมาแล้ว จึงพูดกันว่าเอาไปปลูกแล้วตายหมด ซึ่งน่าจะมีวิธีการปลูกที่ทำให้รอดตายได้ หากมีการทำให้ถูกวิธี จากการเริ่มตอนปลูกเพื่อทดลองครั้งแรก ๆ เมื่อปี 2534 ที่มีตาย ก็เพราะยังไม่ได้สังเกตอย่างจริงจัง แต่ที่รอดมาก็ยืนต้นมาได้จนถึงทุกวันนี้มีอายุราว 16-17 ปี แล้วต้นก็ยังสมบูรณ์ สูงประมาณ กว่า 3 เมตร ที่ไม่สูงมากไปกว่านี้ เพราะจับตอนกิ่งทุก ๆ ปี และเมื่อเห็นว่าการตอนกิ่งปลูกแล้วไม่ตาย จึงได้เริ่มศึกษาและสังเกตอย่างจริงจังจนแน่ใจว่า ส่วนประกอบที่สำคัญ 1. แสงต้องรำไร หรือใต้ร่มต้นไม้ 2. ระบบน้ำต้องดี ต้องลดน้ำบ่อยครั้ง และ 3. ระบบราก สิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้ การขยายพันธุ์ผักหวานป่า ด้วยการตอนกิ่ง ประสบความสำเร็จ
          “จ่าติ๊ก” บอกอีกว่าหลังจากแน่ใจว่าการตอนกิ่งแล้วปลูก ทำได้แน่นอน จึงเริ่มขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งปลูกอย่างจริงจัง จากต้นเดิมที่มีอยู่เพียงไม่กี่ต้น เมื่อตอนแล้วนำเอาลงปลูกเพิ่มขึ้นทุกปี โดยใช้เพียงต้นพันธุ์เดิมและที่ปลูกใหม่จนกิ่งพอตอนได้ ก็ตอนขยายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้มีประมาณมากกว่าหนึ่งพันต้น และดูขนาดต้นที่โตพอจะตอนกิ่งได้ ก็ให้ตอนกิ่งทิ้งไว้ลดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากเกษตรกรปลูกอย่างถูกวิธีและดูแลดี ๆ แล้วต้นที่นำปลูกลงดินอายุราว  2 ปีกว่า ก็สามารถตอนกิ่งได้หรือเก็บผลผลิตได้แล้ว แต่ควรดูต้นที่เจริญเติบโตและแข็งแรงดีแล้วเท่านั้น  เพราะการเจริญเติบโตของผักหวานป่า จะโตเร็วหรือช้าไม่เท่ากันอยู่ที่ว่า ต้นไหนรากจะเดินดีกว่ากัน และการบำรุงดูแลรดน้ำอย่างสม่ำเสมอหากเกษตรกรมีพื้นที่ว่างเปล่าควรปลูกผักหวานป่า เป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งมีร่มเงายอดอ่อนยังเก็บขายได้ตลอดทั้งปี.--จบ--

          --เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ธ.ค. 2551--


  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 469 ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
คุณเข้ามาเป็นคนที่ 5784467 นับตั้งแต่ 20 มิ.ย. 2551