ค้นหา
หน้าแรก ราคาพืชผล เตือนภัย ดินและน้ำ ผลิตภัณฑ์ ท่องเที่ยว ภูมิปัญญา องค์ความรู้ กฎหมาย เกษตรคุ้มทุน เว็บบอร์ด เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
 
  บทวิเคราะห์ เกษตรกรไทยต้องรู้ เตรียมรับ เออีซี
เกษตรกรไทยต้องรู้ เตรียมรับ เออีซี   [วันที่ 14 มิ.ย. 2555 ]


          ของส่วนรวม แต่ละคนจึงต้องมีเสาหลักว่าเมื่อถึงปี 2558 แล้วจะดำเนินการอย่างไรบ้าง สิ่งที่เกษตรกรต้องระวังคือ การใช้สารพิษในภาคการเกษตร ซึ่งจะลดคุณภาพการผลิต ทำให้สินค้าของไทยแข่งขันในตลาดโลกได้น้อยลง"
          นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ย้ำว่า เกษตรกรต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ขวนขวายหาความรู้และปรับปรุงคุณภาพสินค้า ก้าวให้ทันกระแสโลกแม้ เออีซีอาจนำมาซึ่งความเสียหายแต่ก็ไม่ใช่ภัยที่น่ากลัว พี่น้องเกษตรกรจึงต้องเริ่มต้นสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่นานก็ถึงปี 2558 ที่สำคัญ เกษตรกรคือกำลังหลักของชาติ ไม่มีใครช่วยเหลือคุณได้ดีเท่าตัวเอง
          ด้านนักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการสำนักเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  อรรถวุฒิ วงศ์เวสารัช  เริ่มต้นด้วยคำถามแทงใจใครหลายคน "เกษตรกรเกี่ยวข้อง          จากผลการลงนามปฏิญญากรุงเทพ เมื่อปี พ.ศ.2510 ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ชาติคือ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, พม่า, ลาว และกัมพูชา และในปี พ.ศ.2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "เออีซี" อย่างเป็นทางการ
          จาก 10 ประเทศ 10 ฐานการผลิต หลอมรวมเป็นฐานการผลิตเดียว ตลาดเดียว
          เออีซีจึงมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของสินค้า บริการ เงินทุน การลงทุน และแรงงานอย่างเสรี เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ พัฒนารัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แล้วบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ให้สามารถแข่งขันกับภูมิภาคและเขตเศรษฐกิจอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          โดยต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรรม เป็นภาคส่วนที่ช่วยไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างมั่นคงได้
          กรมพัฒนาที่ดิน จึงถือโอกาสที่กรมฯก่อตั้งครบ 49 ปี จัดงาน "ตามรอยพระบาท จอมปราชญ์แห่งการพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 49 ปี" และมีเวทีเสวนาวิชาการที่พี่น้องเกษตรกรเข้าฟังจำนวนมาก คือ "เกษตรกรพร้อมแล้วหรือกับการเปิดประตูสู่อาเซียน (AEC) ในปี พ.ศ.2558"
          วัชรี ธาดาธำรงเวช นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บอกว่าอาเซียนเกิดขึ้นเมื่อปี 2510 ปัจจุบันอายุ 45 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปิดเสรีทางการค้าหรือเอฟทีเอ แต่หลังจาก 2558 เป็นต้นไป จะเป็นการเปิดเสรีในทุกๆ ด้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ
          "เกษตรกร เป็นบุคคลสำคัญ เป็นฐานการผลิตใหญ่ของประเทศ โดยมีข้าวเป็นสินค้าหลัก แต่อย่าลืมว่าภูมิภาคอาเซียนนั้นเป็นชาติเกษตรกรรม ผลิตสินค้าเหมือนๆ กัน จึงเกิดการแข่งขันกันเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ค่าแรงต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับตลาดโลก"
          "เกษตรกรจึงต้องขวนขวายหาความรู้ ปรับตัว ยอมเสียประโยชน์ส่วนตัว เพื่อประโยชน์สูงสุดและต้องรู้เรื่องของเออีซีจริงหรือ?"
          อรรถวุฒิ ตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ว่า "เกี่ยวข้อง เพราะสถานการณ์โลกตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วเกษตรกรอาจกังวลว่าจะผลิตอย่างไรให้ได้กำไร หรือทำอย่างไรให้ผลผลิตได้ราคาดี"
          นักวิเคราะห์จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร บอกข้อดีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า เกษตรกรสามารถนำเข้าปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และวัสดุในการผลิตได้ในราคาถูกกว่าเดิม แต่อย่าลืมว่าโอกาสเป็นของทั้ง 10 ชาติ โดยเฉพาะคนที่มีความรู้ มีความพร้อม สามารถปรับตัวและฉกฉวยโอกาส
          ชนิดพันธุ์ที่เกษตรกรไม่ควรปลูก เพราะมีศักยภาพในการแข่งขันกับชาติอื่นๆ ต่ำ คือ กาแฟโรบัสต้าและถั่วเหลือง โดยดูจากตลาดพืชผลทั้ง 2 ชนิดที่ต้องนำเข้ามากกว่าส่งออก แต่ที่เกษตรกรไทยยังอยู่ได้เพราะรัฐยังมีมาตรการคุ้มครองอยู่ ซึ่งการคุ้มครองของรัฐ อาจนำมาซึ่งปัญหาได้เมื่อถึงปี 2558 เช่น มาตรการรัฐไทยตรึงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่กิโลกรัมละ 10 บาท ขณะที่ในเวียดนามราคากิโลกรัมละ 8 บาท เพราะรัฐเวียดนามปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกการตลาด เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐจึงไม่อาจห้ามการนำเข้าราคาถูกได้เกษตรกรที่ปลูกถั่วเหลืองและกาแฟโรบัสต้าจึงต้องปรับตัว ดูว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร
          "อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยมีศักยภาพในการแข่งขันด้านการปลูกข้าวหอมมะลิ, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, ผลิตภัณฑ์จากภาคปศุสัตว์และประมงคืออาหารทะเลแช่แข็งและชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง ฯลฯ อยู่ที่ว่าเกษตรกรจะสู้หรือเปล่า จะเลือกลดต้นทุนหรือหาความรู้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่า เดินนำหน้าเพื่อนร่วมประชาคมอาเซียน ที่ส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียวกัน"
          อรรถวุฒิ บอกถึงสิ่งที่เกษตรกรต้องทำคือ ใฝ่หาความรู้ สำรวจว่าในท้องถิ่นและตัวเองมีจุดแข็งอะไรบ้างที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด ที่สำคัญคือ ต้องไม่ย่อท้อ เพราะมีหน่วยงานให้การสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรอยู่แล้วทั้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  หรือกระทรวงพาณิชย์
          "ภาคการเกษตรต้องกังวลเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า เพราะหลังจากที่พม่าเริ่มเปิดประเทศ อังกฤษและอเมริกาต่างจ้องตาเป็นมัน เมื่อพม่าพัฒนาประเทศ แรงงานพม่าในประเทศไทยต่างอพยพกลับพม่า อาจเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานบางสาขา เช่น ด้านประมง" อรรถวุฒิทิ้งท้าย
          ปิดท้ายด้วย  พรชัย จุฑามาศ  รองผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และหัวหน้าสำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ย้ำว่าเกษตรกรจะอยู่ในเออีซี ต้องมีความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ศึกษาจนมีความรู้ เข้าใจตัวเองและปรับใช้อยู่ได้ในสภาวะที่เกิดความเปลี่ยนแปลง "เชื่อว่าเกษตรกรไทยทำได้"      

          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน, 14 มิ.ย. 2555


  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 469 ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
คุณเข้ามาเป็นคนที่ 5786017 นับตั้งแต่ 20 มิ.ย. 2551