ฟาร์มมาศผล...สร้างนวัตกรรมจากฝีมือเกษตรกร ต่อยอดความสำเร็จเลี้ยงหมูอิงธรรมชาติกับซีพีเอฟ
วันที่ 19 เม.ย. 2556 จำนวนผู้ชม : 2,120
แบ่งปันหน้านี้

ในการทำเกษตรกรรมยุคปัจจุบันนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามามีบทบาทต่อวิถีของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีบางอย่างจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรหลายรายเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีด้วยข้อจำกัดดังกล่าว วันนี้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมเกษตรกรตัวอย่างที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จในอาชีพ หากแต่ยังมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อช่วยให้กระบวนการจัดการในการเลี้ยงสัตว์สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยใช้เงินลงทุนต่ำ และถ่ายทอดองค์ความรู้ของตนสู่เพื่อนเกษตรกร อย่างที่เรียกว่าไม่มีหวงวิชา
นายบุญเลิศ มาศผล เจ้าของฟาร์มมาศผล บนพื้นที่ 12 ไร่ ที่ตำบลกะเฉด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เลี้ยงสุกร 2,400 ตัวในโรงเรือน 4 หลัง ถือเป็นเกษตรกรตัวอย่างในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกรขุนของซีพีเอฟ ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านการจัดการฟาร์มจนมีประสิทธิภาพการผลิตติดอันดับต้นๆ ของเกษตรกรในโครงการฯ เขตจังหวัดระยอง และเป็นต้นแบบเกษตรกรกรีนฟาร์มภายใต้การเลี้ยงสุกรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน ที่สำคัญเขายังเป็นต้นแบบของนวัตกรผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้ในการเลี้ยงสุกร ด้วยผลงาน "เครื่องให้อาหารอัตโนมัติต้นทุนต่ำ" จากความเป็นคนไม่หยุดนิ่งและชอบคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่วันนี้ได้ถูกต่อยอดสู่เพื่อนเกษตรกรทั้งในโครงการส่งเสริมของซีพีเอฟเอง และเกษตรกรทั่วไป
ที่มาของนวัตกรรมที่สร้างขึ้น เกิดจากการสังเกตว่าการให้อาหารหมูโดยใช้แรงงานคน ทำให้เสียเวลา เสียแรงงาน และเกิดอาหารสูญเสียระหว่างทางซึ่งหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงคิดจะใช้ระบบให้อาหารอัตโนมัติ แต่ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่สูงถึง 8 หมื่นบาท เขาจึงกลับมาคิดสร้างสรรค์และประดิษฐ์เครื่องให้อาหารอัตโนมัติด้วยภูมิปัญญาของตนเอง โดยมีต้นแบบจากเครื่องให้อาหารไก่อัตโนมัติ ด้วยการใช้ท่อพีวีซี เป็นท่อส่งอาหารแทนที่จะใช้ท่อเหล็กอย่างที่หลายบริษัทเสนอขายให้กับเขา ทำให้ใช้เงินลงทุนต่ำเพียง 3 หมื่นบาท
สำหรับการทำงานของนวัตกรรมเครื่องให้อาหารอัตโนมัตินี้ ประกอบด้วย จุดรวมอาหาร (Hopper) ความจุ 50 กิโลกรัม สำหรับรับอาหารเพื่อเตรียมส่งเข้าท่ออาหารภายในโรงเรือน ที่จะถูกส่งผ่านเกลียวขนาด 1.42 นิ้ว ที่อยู่ในท่อพีวีซี ความยาว 80 เมตร ซึ่งมีท่อแยกสำหรับนำอาหารลงสู่ถังอาหารอัตโนมัติที่มีท่อปรับระดับอาหารตามความต้องการของหมูในแต่ละช่วงอายุ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่บุญเลิศคิดขึ้น สำหรับข้อดีของระบบให้อาหารนี้คือ ลดอัตราการสูญเสียของอาหาร ลดแรงงาน ลดงานและระยะเวลาการให้อาหารโดยใช้เวลาเตรียมอาหารเพียง 5 นาที ทำให้คนงานมีเวลาในการดูแลสุขภาพและการจัดการอื่นๆ มากขึ้น
"เครื่องให้อาหารที่ปรับปรุงขึ้นนี้ปัจจุบันยังใช้งานได้ดี และกลายเป็นต้นแบบให้กับโครงการส่งเสริมของซีพีเอฟ วันนี้ฟาร์มของเรากลายเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของเพื่อนๆ เกษตรกรที่แวะเวียนมาขอความรู้และดูของจริงอย่างต่อเนื่อง"
นอกจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แล้ว บุญเลิศยังมุ่งมั่นการทำเกษตรตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สังคมกำลังให้ความสำคัญ
"ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าการเลี้ยงสัตว์อะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ ธรรมชาติ เราต้องไม่ควบคุมธรรมชาติ แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ เช่น การก่อตั้งฟาร์มเลี้ยงหมู ต้องทำการสำรวจก่อนว่าธรรมชาติของที่ตั้งฟาร์มเป็นอย่างไร มีต้นไม้อะไรที่อยู่ในพื้น แล้วต้นไหนที่ต้องตัดออกเพราะระบบรากอาจจะส่งผลกระทบกับโรงเรือน และชนิดไหนที่จะสามารถช่วยสร้างร่มเงาและลดอุณหภูมิให้โรงเรือนได้ อย่างไผ่หวานที่ปลูกในพื้นที่ว่างระหว่างเล้านี้ นอกจากให้ร่มเงาแล้วยังช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในระหว่างวันได้เป็นอย่างดี" บุญเลิศ บอกเล่าถึงเคล็ดลับการทำฟาร์มสีเขียว ด้วยการเลี้ยงสัตว์แบบอิงวิถีธรรมชาติ
นายบุญเลิศ บอกอีกว่า นอกจากธรรมชาติที่เกษตรกรควรให้ความสำคัญแล้ว การไม่หยุดค้นคว้าและเรียนรู้ก็เป็นอีกเคล็ดลับความสำเร็จที่เขาปฏิบัติมาตลอด รวมถึงต้องคิดว่าทุกอย่างที่ได้จากหมูนั้นไม่ใช่ของเสีย แต่เป็นรายได้กลับคืนมาได้หมด เช่น การนำขี้หมูเข้าสู่ระบบไบโอแก๊ส สิ่งที่ได้คือก๊าซที่นำไปปั่นเครื่องปั่นไฟกลายเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ส่วนกากมูลหลังการบำบัดยังสามารถนำไปตากแห้งทำเป็นปุ๋ยที่สร้างเงินให้มากกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน สำหรับน้ำที่ผ่านระบบบำบัดก็นำไปรดต้นไม้ในฟาร์ม โดยที่ไม่มีการปล่อยออกสู่ธรรมชาติแม้แต่น้อย เรียกว่าใช้ได้ทุกส่วน สร้างเงินให้เกษตรกรได้ทั้งหมด
ความมั่นคงในอาชีพและรายได้ของบุญเลิศในวันนี้ เขาบอกว่าเกิดจากการมีเพื่อนคู่คิดที่ดีอย่างซีพีเอฟ ที่ให้ทั้งคำปรึกษาและการดูแลเป็นอย่างดีมาตลอด พร้อมพูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เกษตรกรกับบริษัทก็เหมือนคู่ชีวิตที่ต้องเดินไปด้วยกัน ต่างคนต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แล้วความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
ทั้งหมดนี้ถือเป็นอีกความสำเร็จของเกษตรกรไทย ที่ไม่หยุดพัฒนาและมีแนวคิดที่จะยกระดับภาคเกษตรของไทยให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ด้วยสองมือของเกษตรกร

ที่มา : http://www.banmuang.co.th 19 เมษายน 2556

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง