จดทะเบียนเพิ่มทุน
วันที่ 26 พ.ย. 2556 จำนวนผู้ชม : 602
แบ่งปันหน้านี้

คุณบริบูรณ์ อีเมลถามมาว่า กรณีมีข้อโต้แย้งในระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันในการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนของนายทะเบียนได้หรือไม่ แล้วแต่ข้อเท็จจริงแล้วแต่กรณีครับท่าน อย่างกรณีที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทรับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว หุ้นส่วนรายหนึ่งเห็นว่ามีการจัดทำเอกสารเพิ่มทุนเป็นเท็จหลายรายการ เพื่อให้ได้รับส่วนแบ่งผลกำไรในสัดส่วนที่มากขึ้น ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน จึงมีหนังสือแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกรมพัฒนาธุรกิจการค้าขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเพิ่มทุน ก็ได้รับคำตอบว่าการจดทะเบียนชอบด้วยมาตรา ๑๐๑๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อทำหนังสือขอถอนตัวและลายมือชื่อจากคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุน ก็ได้รับแจ้งว่าการจดทะเบียนย่อมมีผลต่อบุคคลภายนอกตามมาตรา ๑๐๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถอนไม่ได้ ไปจนสุดซอยแล้วย่อมเจอทางตันตามยุคสมัย ก็ต้องพึ่งศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ ๖๕๑/๒๕๕๐ ในคดีนี้ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ท่านว่า การจดทะเบียนเพิ่มทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายเพื่อจะเปลี่ยนแปลงประเภททรัพย์สินที่ลงหุ้นหรือเพื่อจะลดจำนวนลงหุ้นแห่งผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดชอบคนหนึ่งคนใด ซึ่งจะมีผลต่อบุคคลภายนอกเมื่อได้จดทะเบียนตามมาตรา ๑๐๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนตามกฎหมายเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้และเป็นไปเพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น ประเด็นหลักของคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนขอเพิ่มทุน ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันทุกฝ่าย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สั่งไม่รับฟ้อง คุณบริบูรณ์ต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่ง

มีแถมอีกคดีตามธรรมเนียม กรณีมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของบริษัทและผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้กรรมการบริษัทท่านหนึ่งซึ่งถึงแก่กรรมออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท และแต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลงกรรมการท่านที่ถึงแก่กรรมเป็นผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทและเป็นผู้ถือหุ้นจำนวน ๒๐๐ หุ้น จากจำนวน ๑,๐๐๐ หุ้น ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทจึงเห็นว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทรับจดโดยมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง รอบคอบ ตนเองถูกละเมิดสิทธิในลักษณะถูกปกปิดสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตาย อันเป็นผลมาจากการดำเนินการรับรองสิทธิแก้ไขของนายทะเบียนดังกล่าว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจึงต้องมีธุระต้องทำคำให้การชี้แจงต่อศาลปกครองในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีตามธรรมเนียม ทายาทของผู้ถึงแก่กรรมเป็นผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ฟ้องขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียนดังกล่าวเหมือนกันขอรับ ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยสั่งไม่รับคำฟ้องยืนตามศาลปกครอง ท่านว่า บริษัทฯ ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงได้กำหนดให้การก่อตั้ง การดำเนินกิจการ ตลอดจนการเลิกกิจการต้องเป็นไปตามขั้นตอนและจดทะเบียน เพื่อเป็นการรับรองสิทธิว่านิติบุคคลนั้นเป็นบุคคลตามกฎหมายและเพื่อเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้ถึงสถานะอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนของการจดทะเบียนนี้เป็นไป เพื่อรับรองสิทธิของนิติบุคคลในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องทางปกครอง สถานภาพของผู้ฟ้องคดีจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งก็คือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทนั่นเอง อันเป็นเรื่องทางแพ่งมิใช่อยู่ที่การรับจดทะเบียนของผู้ฟ้องคดี

จึงมิใช่กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม มีคำสั่งไม่รับฟ้องยืนตามศาลปกครองชั้นต้น (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๕๙/ ๒๕๕๐)

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์