มิติใหม่-โอกาสใหม่ร้านค้าเกษตรสะดวกซื้อ
วันที่ 15 พ.ย. 2556 จำนวนผู้ชม : 541
แบ่งปันหน้านี้

การเป็นเจ้าของกิจการในรูปแบบ "แฟรนไชส์" กำลังนิยมแพร่หลายในประเทศไทย เพราะถึงจะไม่ใช่การเป็นเจ้าของเต็มที่ถึงขั้น "ครอบครองลิขสิทธิ์" แต่ก็ได้รับการอำนวยความสะดวกสบายภายใต้เงื่อนไขปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป บ้างก็ขอแค่มีเงินทุน ที่เหลือ "จัดเต็ม" แม้กระทั่ง "ทำเล" ก็จัดให้ หรือบ้างก็ขอให้มีเงินทุนบวกสถานที่ นอกนั้น "จัดหนัก" โดยผู้ถือลิขสิทธิ์จะเข้าไปดูแลในส่วนของสินค้า อุปกรณ์จัดวาง รวมทั้งฝึกอบรม เรียกว่าเหมาะสำหรับผู้ประสงค์เป็นเจ้าของกิจการแบบทางลัด
ว่าแต่ แฟรนไชส์ คืออะไร? แฟรนไชส์ (Franchise) หากฉายให้พอเห็นภาพ ก็อธิบายความสังเขปได้ว่าหมายถึง "สัมปทาน" ดังนั้น แฟรนไชส์ อาจเรียกอีกอย่างว่า "ธุรกิจสัมปทาน" คือธุรกิจที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2 กลุ่มขึ้นไป หรือมากกว่า ซึ่งมีบทบาท-หน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน แต่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันในระบบธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์จะกระจายสินค้าหรือบริการไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบัน แฟรนไชส์ ที่แพร่หลายก็เพราะการดำเนินงานในธุรกิจประเภทนี้จะมี "บริษัทแม่ (ผู้ถือลิขสิทธิ์ในสินค้าหรือบริการ)" คอยแนะนำให้ความช่วยเหลือ เป็นผู้เตรียมใบอนุญาต อบรมการผลิต ตลอดจนการบริหารงาน ดังนั้น จากลักษณะ "แฟรนไชส์" จึงมีผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ 2 ฝ่าย คือ
1.แฟรนไชซอร์ส (Franchisors) เจ้าของธุรกิจ คือผู้ให้สัมปทาน ซึ่งเป็นผู้ให้ยืมเครื่องหมายการค้า (Trade mark) หรือชื่อทางการค้า (Trade name)
2.แฟรนไชซีส์ (Franchisees) ผู้ขอรับสัมปทาน ซึ่งเป็นผู้จ่าย "ค่าธรรมเนียม (Royalty)" และค่าธรรมเนียมขั้นต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำธุรกิจภายใต้ชื่อและระบบของ "เจ้าของแฟรนไชส์"
ในประเทศไทย ตัวอย่างชัดเจนของกิจการที่มีการปล่อยสัมปทานก็คือ "ร้านจำหน่ายสินค้า แบบสะดวกซื้อ" ที่เรียกตามภาษาอังกฤษว่า "Convenience Store : คอนวีเนียนซ์ สโตร์" นั่นเอง จะมีเวลาเปิด-ปิดทำการ หรือเปิด 24 ชั่วโมงก็ตาม
ทว่าหากมองหาร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์การเกษตร "ที่ไม่เพียงเป็นผู้จำหน่ายเองอย่างเดียว" แต่ยังพร้อมให้สัมปทานด้วยแล้ว บอกได้เลย "ไม่มี"
เมื่อไม่นานมานี้ "บริษัท ควายทอง ช็อป จำกัด" ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรครบวงจรภายใต้ชื่อสินค้า "ควายทอง" ประกาศเจตนารมณ์จากการเป็นแค่ร้านค้าปัจจัยการผลิต ขอยกตัวเองขึ้นอีกระดับสู่การเป็น "ศูนย์รวม (HUB)" เพื่อกระจายสินค้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร จึงพอจะบอกได้ว่านี่คือการเปิดมิติใหม่ของร้านสะดวกซื้อ
รูปแบบของ "ควายทอง ช็อป" ไม่เพียงเป็นศูนย์รวม หากยังทำเสมือนสะพานลำเลียงผลิตผลชุมชนกลับคืนสู่เกษตรกร เช่นเดียวกับที่นำผลผลิตเกษตรกรเชื่อมโยงชุมชน จึงมีศักยภาพเพียงพอต่อการขยายเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ ดังนั้นนับเป็นโอกาสดีของทั้งประชาชนทั่วไปและเกษตรกร ถ้าคิดลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของธุรกิจ อีกทั้งมีความต้องการเติบโตไปด้วยกัน เพราะจาก 15 สาขาทั่วประเทศไทยในปัจจุบัน "ควายทอง ช็อป" กำหนดเป้าหมายต้องมี 300 สาขา ภายในปี 2557 และต้องครบ 1,000 สาขา ภายในปี 2560
ไม่เพียงเป้าหมายขยายสาขา แต่องค์กรนี้ยังมีโครงการที่จะแตกเครือข่ายธุรกิจออกอีกหลายประเภทที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกัน อาทิ เกษตรกรรม, แปรรูปอาหาร, ขนส่ง, จัดจำหน่าย รวมแม้กระทั่งการท่องเที่ยว
บางครั้งการมองสิ่งเดิมในมุมใหม่นั้น ก็อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ได้เช่นกัน ซึ่งบางทีนี่อาจเป็นตัวอย่างของการคิดค้น-แสวงหา จนค้นพบสิ่งใหม่ที่นำไปสู่โลกใบใหม่

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง